การบำรุงรักษาเครื่องชุดประกบฟิล์มลามิเนทและชุดพรีนีป
24 min
ภายใต้ Procedure:การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน P-PD-PM01
วันที่อัพเดท: (20/5/2563)
จัดทำโดย: คุณจตุรงค์ เอกมอญ / [email protected] อนุมัติโดย: คุณณรงค์ศักดิ์ สิทธิชยวงศ์ / [email protected]
ใครควรอ่านเอกสารฉบับนี้
พนง.วิศวกรรมซ่อมบำรุง และพนักงานฝ่ายผลิตที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษาเครื่องจักร
ภาพแสดงเครื่องจักร

ภาพแสดงเครื่องจักร
ภาพแสดงตำแหน่งของเครื่องจักรในแผนผังของโรงงาน

ภาพแสดงตำแหน่งของเครื่องจักร
วิธีการตรวจเช็คและบำรุงรักษา

1. ทำการปิดระบบไฟฟ้าเข้าเครื่องจักร โดยการใช้มือบิดเมนเบรกเกอร์ที่ตำแหน่ง OFF (ตามภาพแสดง)

2. การตรวจเช็คและทดสอบการทำงานของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า

2.1 ใช้ลูกกุญแจเฉพาะเปิดฝาตู้ทั้งหมดออกเพื่อทำการทดสอบอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าต่าง ๆ

2.2 หลังจากทำการเปิดฝาตู้เสร็จแล้วก็ทำการออนระบบเมนไฟเข้าระบบเหมือนเดิมโดยใช้มือบิดไปในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเพื่อจ่ายไฟเข้าระบบชุดควบคุมต่างๆ

2.3 การตรวจเช็คระบบแรงดันไฟฟ้าเข้าระบบคอนโทลเลอร์เครื่องจักร

2.3.1 นำมัลติมิเตอร์มาปรับย่านไปที่การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้ ระดับ 600 VAC. จากนั้นใช้เข็มวัดวัดไปที่ ด้าน Output ของเบรกเกอร์ ในเฟส R และ เฟส S ( ตามภาพแสดง ) สังเกตุที่จอแสดงผลค่าแรงดันปกติจะอยู่ ที่ 380 VAC. ( ค่าแรงดัน บวกเพิ่มได้มากสุด 10 % และ ค่าแรงดัน ลดลงได้มากสุด 5 %)

2.3.2 นำมัลติมิเตอร์มาปรับย่านไปที่การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้ ระดับ 600 VAC. จากนั้นใช้เข็มวัดวัดไปที่ ด้าน Output ของเบรกเกอร์ ในเฟส S และ เฟส T ( ตามภาพแสดง ) สังเกตุที่จอแสดงผลค่าแรงดันปกติจะอยู่ ที่ 380 VAC. ( ค่าแรงดัน บวกเพิ่มได้มากสุด 10 % และ ค่าแรงดัน ลดลงได้มากสุด 5 %)

2.3.3 นำมัลติมิเตอร์มาปรับย่านไปที่การวัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้ ระดับ 600 VAC. จากนั้นใช้เข็มวัดวัดไปที่ ด้าน Output ของเบรกเกอร์ ในเฟส T และ เฟส R ( ตามภาพแสดง ) สังเกตุที่จอแสดงผลค่าแรงดันปกติจะอยู่ ที่ 380 VAC. ( ค่าแรงดัน บวกเพิ่มได้มากสุด 10 % และ ค่าแรงดัน ลดลงได้มากสุด 5 %)

2.4 การตรวจเช็คการทำงานของหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า ( Transformer )

2.4.1 การวัดค่าแรงดันไฟฟ้า ด้าน Input ของหม้อแปลง โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านเครื่องวัดไปที่วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับระดับ 600 VAC. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ ด้าน Input ของหม้อแปลง ( ตามภาพแสดง ) แล้วสังเกตุที่ หน้าจอแสดงค่าของเครื่องวัด จะต้องได้ค่าแรงดันที่ 380 VAC. ( ค่าบวกของแรงดันเพิ่มได้มากที่สุด 10 % ส่วนค่าแรงดันที่ลดลงได้ต่ำสุด 5 %)

2.4.2 การวัดค่าแรงดันไฟฟ้า ด้าน Output ของหม้อแปลง โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านเครื่องวัดไปที่วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับระดับ 600 VAC. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ ด้าน Output ของหม้อแปลง ( ตามภาพแสดง ) แล้วสังเกตุที่ หน้าจอแสดงค่าของเครื่องวัด จะต้องได้ค่าแรงดันที่ 220-230 VAC.

2.5 การตรวจเช็คการทำงานของ Power supply

2.5.1 การตรวจเช็คแหล่งจ่ายไฟฟ้าด้าน Input ของชุด Power Supply โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านเครื่องวัดไปที่วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับระดับ 600 VAC. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ ด้าน Input ของ Power Supply ที่ ขั้ว L1-L2 ( ตามภาพแสดง ) แล้วสังเกตุที่ หน้าจอแสดงค่าของเครื่องวัด จะต้องได้ค่าแรงดันที่ 380 VAC. ( ค่าบวกของแรงดันเพิ่มได้มากที่สุด 10 % ส่วนค่าแรงดันที่ลดลงได้ต่ำสุด 5 %)

2.5.2 การตรวจเช็คแหล่งจ่ายไฟฟ้าด้าน Input ของชุด Power Supply โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านเครื่องวัดไปที่วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับระดับ 600 VAC. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ ด้าน Input ของ Power Supply ที่ ขั้ว L2-L3 ( ตามภาพแสดง ) แล้วสังเกตุที่ หน้าจอแสดงค่าของเครื่องวัด จะต้องได้ค่าแรงดันที่ 380 VAC. ( ค่าบวกของแรงดันเพิ่มได้มากที่สุด 10 % ส่วนค่าแรงดันที่ลดลงได้ต่ำสุด 5 %)

2.5.3 การตรวจเช็คแหล่งจ่ายไฟฟ้าด้าน Input ของชุด Power Supply โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านเครื่องวัดไปที่วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับระดับ 600 VAC. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ ด้าน Input ของ Power Supply ที่ ขั้ว L3-L1 ( ตามภาพแสดง ) แล้วสังเกตุที่ หน้าจอแสดงค่าของเครื่องวัด จะต้องได้ค่าแรงดันที่ 380 VAC. ( ค่าบวกของแรงดันเพิ่มได้มากที่สุด 10 % ส่วนค่าแรงดันที่ลดลงได้ต่ำสุด 5 %)

2.5.4 การตรวจเช็คแหล่งจ่ายไฟฟ้าด้าน Output ของชุด Power Supply โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านเครื่องวัดไปที่วัดแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง ระดับ 600 VDC. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ ด้าน Output ของ Power Supply ที่ ขั้ว บวก(ใช้เข็มวัดสีแดง)-ขั้วลบ (ใช้เข็มวัดสีดำ) ( ตามภาพแสดง ) แล้วสังเกตุที่ หน้าจอแสดงค่าของเครื่องวัด จะต้องได้ค่าแรงดัน 24.5 VDC.

2.6 การตรวจเช็คชุดฟิวส์ระบบคอนโทลเลอร์ของเครื่องจักร

2.6.1 การตรวจเช็กการทำงานของระบบฟิวส์ต่างๆ โดยปกติเราสามารถใช้สายตามองที่เม็ด LED ได้ ถ้ามีไฟติดที่ดวงไหนแสดงว่าฟิวส์ชุดนั้นได้มีการขาดไปแล้วหรือไม่มีลูกฟิวส์ใส่อยู่ แต่จะให้ดีมรมาตราฐานมากขึ้น (เผื่อมีการชำรุดของชุดเม็ดหลอด LED ) ต้องเครื่องวัดมัลติมิเตอร์วัดให้ชัวอีกที โดยการปรับย่านของเครื่องวัดไปที่ ย่าน วัดความต้านทานหรือย่านวัดความต่อเนื่อง โดย ใช้เข็มวัดวัดค่าไปที่ ชุดฟิวส์ ในแต่ละชุด (ตามภาพแสดง) ให้สังเกตุหน้าจอแสดงค่า ค่าปกติควรอยู่ที่ 0.00-0.05 โอมห์ หากใช้ในย่านวัดค่าความต่อเนื่อง เครื่องวัดก็จะส่งเสียงดังด้วย (เครื่องวัดบางตัว 2 ย่านนี้จะแยกกัน ย่านวัดความต้านทานจะเห็นแต่ค่าความต้านทาน ส่วน ย่านการวัดเช็คความต่อเนื่อง ต่อเนื่อง จะมองเห็นค่าความต้านทานเหมาะสำหรับใช้เช็ค ตัวต้านทานหรือวัดค่ามอเตอร์ แต่สามารถใช้ร่วมกับฟิวส์ได้ และ ส่งเสียงเมื่อค่าความต้านทานต่ำ เหมาะ สำหรับการเช็คสายไฟ หรือ ฟิวส์ )

2.7 ตรวจเช็คการทำงานของระบบ PLC ชุดวงจรหลักไม่มีการเกิด การ Eror หรือสิ่งผิดปกติได ๆ

2.8 ตรวจเช็คการทำงานของระบบ PLC ชุดวงจรรองไม่มีการเกิด การ Eror หรือสิ่งผิดปกติได ๆ

2.9 การทดสอบการใช้งานระบบ Emergency stop ( การใช้ปุ่มกด Emergency ปกติจะใช้ในกรณี ฉุกเฉิน และ กรณีปิดเครื่องจักร ก่อนที่จะปิดระบบเบรกเกอร์เมน)

2.9.1 ทดสอบปุ่มกด Emergency โดยการใช้มือกดไปที่ปุ่ม Emergency พอกดแล้วไฟสีแดงจะติดส่วนสีเขียวจะดับ และ เครื่องจักรจะหยุดทำงานทันที

2.9.2 จากการทดสอบปุ่มกด ฉุกเฉิน แล้ว จะคืนการทำงานให้เครื่องจักรคือ บิดกุญแจไปทืศทางตามเข็มนาฬิกาเพื่อปลดล็อคุ่มกดฉุกเฉิน แล้วทำการกดปุ่มกดสีเขียว ไฟสีแดงจะดับส่วนไฟสีเขียวจะติด พอไฟสีเขียวติดเครื่องจักรก็สามารถใช้งานได้เหมื่อเดิม

2.10 ตรวจเช็คเบรกเกอร์ชุดคอนโทลต้องอยู่ในสถานะ ON ตลอดเวลา

2.11 ตรวจเช็คชุดแมกเนติคคอนแทคเตอร์ชุดควบคุมมอเตอร์ภายในห้องประกบฟิล์มลามิเนทว่ามีรอยไหม้หรือรอยแตกหรือไม่และใช้เครื่องวัดอุณหภูมิวัดตามขั้วเข้าสายกำลังมอเตอร์ (ตามภาพแสดง) อุณหภูมิต้องไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

2.12 ตรวจเช็คชุดแมกเนติคคอนแทคเตอร์ชุดควบคุมมอเตอร์ ชุดพรีนีป ว่ามีรอยไหม้หรือรอยแตกหรือไม่และใช้เครื่องวัดอุณหภูมิวัดตามขั้วเข้าสายกำลังมอเตอร์ (ตามภาพแสดง) อุณหภูมิต้องไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

2.13 การตรวจเช็คสถานะฟิวส์ในส่วนแหล่งจายของชุดทำความร้อนของเครื่องล้างลามิเนท

2.13.1 ตรวจเช็คสถานะฟิวส์ในส่วนเฟส R โดย ใช้ไขควงวัดไฟ วัดไปที่ ขัวเข้าสายเฟส R (ตามภาพแสดง) ถ้าปกติไขควงจะติดไฟ ถ้าไฟไม่ติดแสดงว่า ฟิวส์ขาด ต้องเปลี่ยนลูกฟิวส์ทันที

2.13.2 ตรวจเช็คสถานะฟิวส์ในส่วนเฟส S โดย ใช้ไขควงวัดไฟ วัดไปที่ ขัวเข้าสายเฟส R (ตามภาพแสดง) ถ้าปกติไขควงจะติดไฟ ถ้าไฟไม่ติดแสดงว่า ฟิวส์ขาด ต้องเปลี่ยนลูกฟิวส์ทันที

2.13. ตรวจเช็คสถานะฟิวส์ในส่วนเฟส T โดย ใช้ไขควงวัดไฟ วัดไปที่ ขัวเข้าสายเฟส R (ตามภาพแสดง) ถ้าปกติไขควงจะติดไฟ ถ้าไฟไม่ติดแสดงว่า ฟิวส์ขาด ต้องเปลี่ยนลูกฟิวส์ทันที

2.14 การตรวจเช็คสถานะชุดฟิวส์ป้องกันชุดหลอดทำความร้อนอินฟาเรทชุดพรีนีปทั้ง 16 ชุด

2.14.1 ตรวจเช็คสถานะชุดฟิวส์ป้องกันชุดหลอดทำความร้อนอินฟาเรทชุดพรีนีปทั้ง 16 ชุด โดยใช้ไขควงเช็คไฟเช็คไปที่ขั้วเข้าสายไฟของฟิวส์ทุกชุดโดยปกติ ชุดหลอดไฟของไขควงเช็คไฟจะติด ถ้าเช็คแล้วไฟไม่ติดต้องทำการเปลี่ยนลูกฟิวส์ทันที

2.15 การตรวจเช็คชุดแมกเนติกคอนแทคเตอร์ ชุด หลอดไฟทำความร้อนอินฟาเรทของชุดพรีนีป ( เช็คตอนเครื่องจักรทำงานอยู่)

2.15.1 ทำการตรวจเช็คชุดแมกเนติกคอนแทคเตอร์ โดยการใช้การสังเกตุสภาพการใช้งานชุดแมกเนติกคอนแทคเตอร์ว่ามีรอยแตกร้ายหรือคราบเขม่าไหม้ตามขั้วเข้าสายไฟหรือไม่ และ ทำการนำไขควงเช็คไฟเช็คไปที่ขาด้าน output ของชุดแมกเนติกทั้ง 8 ตัว ( 1 ตัว มี 4 คอนแทค ) โดยถ้าปกติ หลอดไฟที่ไขควงเช็คไฟจะติดเมื่อมีการสั่งงานจาก ชุด PLC ถ้า ไฟไม่ติดมีหลายสาเหตุ อาจเกิดจาก อุณหภูมิในเตออบชุดพรีนีปแต่ละ โซน ใช้การสั่งงานจากอุณหภูมิตามที่กำหนด ถ้าอุณหภูมิสูงถึงจุดที่กำหนดไว้ หลอดอินฟาเรทในแต่ละโซน จะสลับการทำงาน นั่นแสดงว่า จุดเช็คบางจุดจะไมาสามารถตรวจเช็คผมแหล่งจ่ายได้(ไฟที่ไขควงจะไม่ติดเวลาเช็ค) ให้สังเกตุการทำงานของชุดหลอดไฟทำความร้อนอินฟาเรทที่ชุดพรีนีปควบคู่กันไป(ถ้ามีการสั่งงานทุกชุดแต่วัดไม่เจอแหล่งจ่ายไฟ(ไฟที่ไขควงไม่ติด) แสดงว่า อาจเกิดจาก คอนแทคของแมกเนติกพัง หรือ ฟิวส์ในหัวข้อที่ 2.14 ขาด ชุดสายไฟอาจหลุดจากขั้ว

2.15.2 ทำการตรวจเช็คอุณหภูมิ ที่ขั้วเข้าสายไฟในชุดไฟกำลังของชุดแมกเนติก ปกติ อุณหภูมิ จะไม่เกิน 40-50 องศาเซลเซียส แต่ถ้าวัดได้ 50 -70 องศาเซลเซียส ค่านี้ยังคงอยู่ในมาตราฐานแต่เริ่มอันตรายแล้วให้ลองตรวจเช็คเรื่อการเข้าสายว่าน็อตคลายหลวมหรือไม่ ( มาตราฐาน ห้ามเกิน 70 องศาเซลเซียส)

3. การกรวดอัดน็อตตามอุปกรณ์ไฟฟ้าในตู้คอนโทลและเป่าเช็ดทำความสะอาดตู้คอนโทล

3.1 ทำการปิดระบบไฟฟ้าเครื่องจักรโดยการกดปุ่ม Emergency stop

3.2 ปิดระบบเมนไฟฟ้าโดยการปิดเมนเบรกเกอร์

3.3 ใช้ไขควงไล่อัดกรวดน๊อตให้แน่นตามอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ชุดแมกเนติก ชุดฟิวส์ และตามเทอร์มินอลพักสายไฟ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดการสปาร์คของขั้วสายไฟที่เกิดจากการคลายหลวมของน๊อต(อาจเกิดเป็นเพลิงไหม้ได้ถ้ามีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าโดยมีการคาลายหลวมของน็อตตามจุดต่อขั้วสายไฟในระยะเวลานานๆหรือเห็นทันทีถ้าเป็นโหลดที่มีการกินกระแสสูงๆ)

3.4 ใช้ชุดเป่าลมเป่าทำความสะอาดฝุ่นภายในตู้คอนโทลให้สะอาด

3.5 ใช้ไขควงแบนเล็กแงะหน้ากากออกมาเพื่อทำความสะอาดชุดไสกรองโดยใช้ลมเป่่าและล้างน้ำเปล่าให้สะอาดจากนั้นรอให้แห้งและใช้ผ้าชุบน้ำทำความสะอาดฝาครอบและตัวโครงให้สะอาดพอไส้กรองแห้งแล้วประกอบกลับเข้าไปเหมือนเดิม

3.6 ทำความสะอาดภายในห้องตู้ควบคุมและทำการใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆเช็ดทำความสะอาดภาบนอกของตู้ควบ

3.7 ทำการไล่ปิดฝาหน้าตู้ให้หมดทุกฝาโดยใช้กุญแจเฉพาะบิดไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา

3.8 ทำการเปิดระบบเมนไฟฟ้าโดยบิดเมนเบรกเกอร์ไปที่ตไแหน่ง ON

3.8 ทำการเปิดระบบคอนโทลให้เครื่องจักรโดยสังเกตุสถานะไฟสีเขียวว่าติดอยู่หรือไม่ถ้าติดแล้วเครื่องจักรสามารถใช้งานได้ตามปกติ ถ้ายังไม่ติดแต่ไฟสีแดงยังติดอยู่แสดงว่ายังอยู่ในสถานะ Emergency stop อยู่ ให้บิดกุญแจไปทิศทางตามเข็มนาฬิกาเพื่อปลดล็อคโหมด Emergency stop แล้วทำการกดปุ่มรีเซ็ทสีเขียวเพื่อระบบไฟฟ้าให้ชุดคอนโทลของเครื่องจักร

4. ทำการตรวจเช็คและบำรุงรักษาชุดพรีนีป

4.1 การตรวจเช็คการทำงานของระบบเซ็นเซอร์ต่างๆของเครื่องจักร ชุดพรีนีป

4.1.1 ทำการตรวจเช็คเซ็นเซอร์จับการหมุนของเพลาขับเคลื่อนชุดโรเลอร์โดยการสังเกตุชุดเซ็นเซอร์จะตรวจจับชุดซุปเปอร์ลีนที่ติดอยู่กับชุดเพลาขับ โดยชุดซุปเปอร์ลีนจะมีหัวน็อตติดอยู่ 4 ตัว เพื่อให้เซ็นเซอร์ตรวจจับการหมุนของเพลาเป็นระยะ ๆ ถ้าเครื่องจุกรอยู่ในโหมดการทำงานชุดซุปเปอร์ลีนก็จะหมุนไปกับเพลาตลอดเวลา ถ้ามี การคลายหลวมของชุดซุปเปอร์ลีนเซ็นเซอร์จะไม่สามารถตรวจจับการหมุนได้เครื่องจักรมีการแจ้งเตือนทำให้ขบวนการส่งกระจกออกจากห้องประกบจะไม่สามารถส่งกระจกออกมาได้เนื่อง

4.1.2 ตรวจเช็คการทำงานของระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับกระจกทัั้ง 3 จุดโดยการลองใช้กระจกวิ่งผ่านหรือเอานิ้วไปปิดกั้นชุดเซ็นเซอร์แล้วสักเกตุไฟโชว์สถานนะ โดยปกติเมื่อเซ็นเซอร์ไม่ตรวจเจอร์กระจก จะมีไฟสีเขียวและสีแดงขึ้นโชว์อยู่ แต่เมื่อมีการตรวจพบกระจกหรือเอานิ้วมือปิดกั้นไปที่หัวเซ็นเซอร์ไฟโชว์สถานะจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวและสีเหลืองขึ้นแทน(ตามภาพแสดง)

4.1.3 ตรวจเช็คชุดเอ็นโค๊ตเดอร์ทั้ง 2 ชุด โดยสังเกตุแกนไม่คตงอและไม่ชำรุด

4.1.4 ชุดวัดอุณหภูมิชุดนี้มีหน้าที่เช็คอุณหภูมิของกระจกที่ออกมาจากชุดพรีนีป เราสามารถดูและรักษาได้โดยใช้ผ้าสะอาดเช็ดไปที่หัวเซ็นเซอร์เพื่อไม่ให้ฝุ่นเกาะเนื่อกจากอุปกรณ์เป็นอุปกรณลักษณะจับภาพเพื่อประมวณผล โดยสังเกตุว่าใช้งานได้หรือไม่โดยดูที่ ชุดดิจิตอลเทอร์โม มิเตอร์ ต้องมีค่าอุณหภูมิแสดงตลอดเวลา ตามอุณหภูมิถายในโรงงาน

4.2 ตรวจเช็คการทำงานของมอเตอร์ระบายความร้อนของชุดพรพีนีป ทั้ง 3 ชุด โดยใช้ตาดูสะภาพการใช้งาน ตรวจการทำงานของพัดลมระบายความร้อนของมอเตอร์ว่าทำงานหรือไม่(ถ้าพัดลมระบายความร้อนของมอเตอร์ตัวไดไม่ทำงานควรเปลี่ยนหรือซ่อมให้ใช้งานได้) และ ฟังเสียงการทำงานของพัดลมว่ามีเสียงที่ดังผิดปกติหรือไม่

4.3 ตรวจเช็คชุดหลอดไฟทำความร้อนอินฟาเรท oven 1-3 โดยสังเกตุว่าหลอดไฟติดไม่มีการแตกหัก( การทำงานของชุดหลอดไฟทำความร้อนอินฟาเรทในกรณีแต่ละ oven ทำความร้อนถึงแล้วชุดโทลเลอร์จะสั่งให้หลอดไฟสลับกันทำงานซึ่งหมายความว่า หลอดไฟจะติดไม่ครบทุกหลอดให้ลองใช้เวลาสังเกตุเป็นพเศษ)

5. ตรวจเช็คการทำงานของโต๊ะพักกระจกโหลดหลังลามเนท

5.1 ตรวจเช้คชุดแผงไฟส่องแสงสว่างเป็นหลอดไฟ LED 18 W ต้องใช้งานได้ทุกดวง

5.2 ตรวจเช็คผ้าสักหลาดบนโต๊ะพักกระจกต้องไม่มีรอยขาดของสักหลาดและไม่มีเศษกระจกหรือเศษอะไรที่จะทำให้เกิดรอยบนกระจกได้

5.3 ตรวจเช็คการทำงานของระบบคอนโทลและทำความสะอาดภาบในตู้

5.3.1 ใช้กุญแจเฉพาะปลดล็อคกุญแจทั้ง 2 จุดเพื่อเปิดฝาตู้คอนโทล

5.3.2 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 1 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 1 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส R แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.3 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 1 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 1 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส S แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.4 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 1 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 1 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส T แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.5 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 2 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 2 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส R แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.6 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 2 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 2 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส S แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.7 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 2 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 2 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส T แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.8 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 3 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 3 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส R แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.9 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 3 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 3 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส S แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.10 การวัดกระแสชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ตัวที่ 3 โดยใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่การวัดกระฟังชั่นกระแสสลับ ระดับ 40 Amp. แล้วนำแคล้มมิเตอร์คล้องวายไฟด้าน output ของแมคเนติกคอนแทคเตอร์ตัวที่ 3 โดยคล้องไปที่สายไฟ เฟส T แล้วดูค่ากระแสที่หน้าจอแสดงค่า กระแสจะอยู่ที่ 2.42 ( ค่่าบวกกระแส ไม่เกิน 20 % ของ 2.42 คือ 3 .00แอมป์ ถ้าเกินแสดงว่ามอเตอร์เริ่มมีปัญหาแล้ว)

5.3.11 ใช้โบว์เวอร์เป่าฝุ่นภายในตู้คอนโทลให้สะอาดและใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆเช็ดทำความสะอาด

5.3.12 ทำการปิดฝตู้แล้วใช้กุณแจล็อคฝาตู้ไว้เหมือนเด

6. ตรวจเช็คการทำงานของชุดประกบฟิล์มลามิเนท

6.1 ตรวจเช็คความพร้องของชุดกระบอกลมควบคุมชุดชุดดูดกระจกโดยการสังเกตุไฟสีส้มที่ชุดหลีดเซ็นเซอร์จะติด

6.2 ตรวจเช็คการทำงานชุดโฟโต้เซ็นเซอร์ทั้ง 3 ชุดว่าทำงานปกติหรือไม่ โดยการใช้มือปิดหรือนำกระจกมาเลื่อนผ่านโดยปกติ ไฟสีเขียวและสีแดงจะติด เมื่อเอามือปิดหรือเอากระจกมาเลื่อนผ่าน ไฟสีเขียวกับสีเหลืองจะติด ส่วนสีแดงจะดับไป

6.3 ตรวจเช็คสภาพการใช้งานของลูกยางโดยการสังเกตุต้องไม่แข็งกระด้างและต้องไม่มีรอยแตกรายงามากจนเกินไป

6.4 ตรวจเช็คชุดหลอดไฟส่องแสงสว่างของชุดประกบทั้งชุดด้านบนและด้านล่าง ต้องพร้อมใช้งานหรือต้องติดทุกหลอดเมื่อมีการสั่งเปิด

6.5 ไฟโชว์สถานะและจอทัสกรีนทสามารถใช้งานได้ปกติและหลอดไฟโชร์สถานะใช้งานได้ทุกหลอดตามภาพที่แสดง

6.6 การตรวจเช็คอุณหภูมิและความชื้นของอากาศภายในห้องโดยสามารถดู่ค่าไดที่ตู้คอนโทลชุดแอร์คลีนรูมด้านหลังห้องตรงประตู้ ค่าอุณหภูมิต้องไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ส่วนค่าความชื้นในอากาศ ต้้องไมามากเกิน 25 เปอร์เซ็น
แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
การขอสำเนาเอกสาร
ผู้จัดการฝ่าย “ประวัติการขอสำเนา”