กฎระเบียบบริษัท
วันที่อัพเดท: (25/12/2568)
จัดทำโดย: คุณจันทร์สุนีย์ แสงอยู่ / Junsunee Saengyoo
อนุมัติโดย: คุณอรกริยา ตั้งปริมณฑล / [email protected]
ชื่อบริษัท ทีวายเค กลาส จำกัด
สถานที่ตั้ง 35/6 หมู่ที่ 6 ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 11140
โทร 02-960-2682-4 แฟกซ์ 02-961-2244
ประเภทกิจการ แปรรูปกระจก
นโยบายคุณภาพ เพื่อความมั่นใจในระบบบริหารงานให้ลูกค้าได้รับผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ผู้บริหารจึงได้นำระบบมาตรฐาน ISO 9001:2015 มาใช้ในการบริหารงานและกำหนดนโยบายคุณภาพเพื่อสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ดังนี้
"เรามุ่งมั่นผลิตสินค้าและบริหารให้ได้มาตรฐานเหนือความคาดหวังของลูกค้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้สงคาวมพึงพอใจสูงสุด"
ประเภทพนักงาน บริษัทฯได้กำหนดนโยบายการจ้างพนักงานไว้ดังนี้
- พนักงานประจำ หมายถึง พนั้กงานที่บริษัทฯ ได้บรรจุเป็นพนักงานของบริษัทฯหลังจากได้ผ่านการทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 119 วัน ไม่ว่าค่าจ้างนั้นจะกำหนดเป็นรายวันหรือรายเดือน
- พนักงานทดลองงาน หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯรับเข้าทำงานไม่เกิน 119 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มเข้าทำงาน ก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว หากผลการประเมินงานผ่านเกณฑ์การประเมิน พนักงานจะได้รับการพิจารณาบรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัทฯ โดยบริษัทฯจะแจ้งให้ทราบ แต่หากผลการทำงานไม่ผ่านการประเมิน บริษัทฯจะมิได้จ้างพนักงานผู้นั้นต่อ โดยจะแจ้งให้พนักงานทราบตามกฏเกณฑ์การจ้างงาน
- พนักงานรายวัน หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯตกลงจ้างโดยกำหนดค่าจ้างเป็นรายวัน
- พนักงานรายเดือน หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯตกลงจ้างโดยกำหนดค่าจ้างเป็นรายเดือน
- พนักงานชั่วคราว หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯจ้างไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานอันมีลักษณะไม่แน่นอนเป็นการชั่วคราว หรือเป็นไปตามฤดูกาล
- พนักงานที่มีสัญญาจ้างพิเศษ หมายถึง พนักงานที่บริษัทฯจ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะพิเศษซึ่งมีเงื่อนไขการจ้างแตกต่างไปจากพนักงานประจำ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นรายไป
การจ้างหรือการบรรจุงาน
1.การขอจ้าง หรือบรรจุพนักงาน เมื่อหน่วยงานใดต้องการจ้างพนักงานเพิ่มหรือบรรจุทดแทนตำแหน่งเดิมให้หัวหน้าฝ่ายงานนั้นๆ จัดทำคำขอจ้างหรือบรรจุพนักงานเสนอต่อผู้ที่มีอำนาจตามระเบียบที่บริษัทกำหนด เพื่อให้หน่วยงานด้านบุคคลของบริษัทดำเนินการสรรหาและคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถเหมาะสมเพื่อให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นพิจารณาคัดเลือก ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบ แนวปฏิบัติซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาคัดเลือกว่าจ้าง และบรรจุบุคลากรของบริษัทเป็นเกณฑ์
2.คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นพนักงานบริษัท
2.1 อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่บรรจุเข้าเป็นพนักงานของบริษัท 2.2 มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์และสุขภาพจิตปกติ ปราศจากโรคติดต่อหรือโรคที่สังคมรังเกียจ 2.3 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ 2.4 ไม่เป็นบุคคลติดยาเสพติดให้โทษหรือเสพเครื่องดองของเมาเป็นอาจิณ 2.5 ไม่มีประวัติเสื่อมเสียในการกระทำทุจริตต่างๆ 2.6 มีความประพฤติดีโดยไม่เคยถูกจำคุก เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาทไม่เป็นบุคคลหนี คดีอาญาหรือหลบหนีที่คุมขัง 2.7 มีคุณวุฒิและวิทยฐานะตามที่แจ้งไว้กับบริษัทและมีความสามารถในการปฏิบัติงานตามที่ได้แจ้งไว้กับบริษัท 2.8 ต้องไม่เป็นหรือเคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายหรือหนี้สินล้นพ้นตัว 2.9 ไม่เป็นบุคคลที่อาจก่อให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง หรือความแตกแยกในองค์กร 2.10 ไม่มีประวัติหรือเป็นคนมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือล่วงละเมิดทางร่างกายต่อบุคคลอื่น
3.เอกสารสำหรับการสมัครงาน
3.1 ใบสมัครงานที่กรอกรายละเอียดสมบูรณ์พร้อมรูปถ่าย 3.2 บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนา 3.3 ทะเบียนบ้านตัวจริงพร้อมสำเนา 3.4 ใบขับขี่( เฉพาะตำแหน่งที่ต้องใช้รถในการเดินทาง )ตัวจริงพร้อมสำเนา 3.5. หลักฐานการศึกษา เอกสารรับรองการศึกษาทุกระดับชั้น 3.6. หนังสือรับรองการทำงานจากที่ทำงานเก่า(ต้องมี) 3.7. เอกสารอื่นๆ : สำเนาทะเบียนสมรส(กรณีสมรสแล้ว) สำเนาเปลี่ยนชื่อ-สกุล สูติบัตร ใบตรวจสุขภาพไม่เกิน 1 เดือน
ในกรณีจ้างแรงงานต่างด้าว ต้องมีเอกสาร Passport, Visa, Work-Permit (ใบอนุญาตทำงาน) หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้ (ทร.38 หรือ บัตรสีชมพู) ถ้าไม่มี เอกสารดังกล่าว บริษัทฯจะไม่พิจารณารับเข้าทำงาน การบรรจุงาน 1. บริษัทฯ จะบรรจุพนักงานที่ปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และความเหมาะสม 2. การกำหนดค่าจ้างเป็นข้อตกลงทั้งสองฝ่ายตามเกณฑ์การพิจารณาจากผู้สัมภาษณ์ และมีการลงนามในหนังสือทดลองงาน 3. บริษัทฯกำหนดระยะทดลองงานที่ 119วัน เมื่อครบกำหนดหากนายจ้างเห็นควรให้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ทางฝ่ายบุคคลและหัวหน้างานจะแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้า 30 วัน หากบริษัทฯเห็นควรให้มีการต่อระยะทดลองงาน ออกไปอีก 30 วัน ทางฝ่ายบุคคลและหัวหน้างานจะชี้แจงให้พนักงานทราบล่วงหน้า 30 วันเช่นกัน การบันทึกเวลาทำงาน 1. บันทึกเวลาการมาปฏิบัติงานโดยใช้วิธีการที่บริษัทกำหนด 2. พนักงานมีหน้าที่บันทึกเวลาทุกครั้งที่มีการมาปฏิบัติงานและออกจากสถานที่ปฏิบัติงาน 3. พนักงานทุกคนมีหน้าที่ในการลงบันทึกเวลาเข้า-ออกด้วยตนเองทุกครั้ง 4. พนักงานผู้ใดที่มาทำงาน แต่เกิดอุปสรรคในการบันทึกลงเวลา ให้ใช้ฟอร์มเอกสารยืนยันการมาทำงาน ณ เวลานั้นๆ โดยฝ่ายบุคคลจะยึดเอาเอกสารที่สมบูรณ์ที่มีลายเซ็นหัวหน้างาน ผู้จัดการและพนักงานฝ่ายบุคคลรับทราบภายในวันเกิดเหตุเท่านั้น ในการทำจ่ายค่าจ้างในงวดนั้นๆ 5. พนักงานที่เจตนาลงบันทึกเวลาทำงานโดยไม่เข้าปฏิบัติงาน ถือว่าจงใจทุจริตให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย 6. พนักงานบันทึกเวลาทำงานแทนกัน มีความผิดทั้งสองฝ่ายให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯทันที โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย
วัน เวลาทำงาน และเวลาพัก 1. พนักงานส่วนสำนักงาน ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันจันทร์ถึงวันเสาร์ โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ ◦ ช่วงที่1 ตั้งแต่เวลา 8.00 น.-12.00น. ◦ ช่วงที่ 2 ตั้งแต่เวลา 13.00 น.-17.00 น. ◦ เวลาพักกลางวันคือ ตั้งแต่เวลา 12.00-13.00 น. 2. พนักงานส่วนผลิต (พนักงานนอกสำนักงาน) ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน หรือทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง วันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน (ตามที่กำหนดไว้ในแต่ละหน่วยงาน) โดยทางบริษัทฯ ได้กำหนดเวลาการทำงานของพนักงานส่วนผลิตไว้ตามเอกสารข้อกำหนดการเข้ากะ หมายเหตุ : ในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงให้พนักงานพัก 30 นาที่ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์
พนักงานประจำสำนักงานและพนักงานส่วนไลน์ผลิต หยุดสัปดาห์ละหนึ่งวัน ได้แก่ วันอาทิตย์ หมายเหตุ : ในกรณีพนักงานรายวันจะไม่ได้รับค่าแรงในวันที่เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี บริษัทฯกำหนดให้มีวันหยุดตามประเพณีปีละอย่างน้อย 13 วันถ้าวันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์บริษัทจะกำหนดวันให้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป โดยพนักงานรายเดือนหรือรายวันจะได้รับค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว ทั้งนี้ทางบริษัทฯจะประกาศวันหยุดตามประเพณีให้ทราบล่วงหน้าในแต่ละปี
หลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าจ้างพนักงาน
บริษัทฯจะระบุอยู่ใน ระเบียบ การจ่ายค่าจ้างพนักงานรายวันและพนักงานรายเดือน
หลักเกณฑ์การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
ในกรณีที่งานมีลักษณะหรือสภาพของงานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายต่องาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน บริษัทฯจะให้พนักงานทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน หรือทำงานในวันหยุด รวมถึงล่วงเวลาในวันหยุดได้ตามที่จำเป็น โดยไม่ต้องได้รับการยินยอมจากพนักงานก่อน หมายเหตุ : การทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ทำงานในวันหยุดและล่วงเวลาในวันหยุดไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง
การขออนุมัติทำงานล่วงเวลา 1. พนักงานในแต่ละแผนกมีหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในเวลางานอย่างเต็มประสิทธิภาพ หากในกรณีที่งานมีลักษณะหรือสภาพของงาน จำเป็นต้องทำงานติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเกิดการเสียหายในงานหรือเป็นงานฉุกเฉิน ให้หัวหน้าแผนกนั้นพิจารณาและเขียนใบอนุมัติทำงานล่วงเวลาให้ผู้จัดการฝ่ายเซ็นอนุมัติ 2. พนักงานที่ทำล่วงเวลามีหน้าที่ในการลงรายละเอียดการทำงาน และผลการทำงานลงในใบขออนุมัติทำงานล่วงเวลา 3. พนักงานที่ทำล่วงเวลามีหน้าที่ในการนำส่งใบอนุมัติทำงานล่วงเวลาที่มีลายเซ็นหัวหน้างานและผู้อนุมัติแล้วต่อฝ่ายบุคคลเพื่อดำเนินการต่อไปการจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ
การทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ
พนักงานจะได้รับค่าล่วงเวลาในอัตรา 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ดังนี้
สำหรับพนักงานรายเดือน อัตราเงินเดือน x1.5 เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา 30 วันx 8ชม. สำหรับพนักงานรายวัน อัตราค่าจ้างต่อวันx1.5 เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา 8ชม. ค่าทำงานในวันหยุด 1. พนักงานที่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด(พนักงานรายเดือน) กรณีมาทำงานในวันหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และหยุดพักผ่อนประจำปี จะได้รับค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ ตามจำนวนชั่วโมงที่มาทำงานในวันหยุด
ค่าทำงานในวันหยุด(พนักงานรายเดือน) อัตราเงินเดือน x1เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด 30 วันx 8ชม.
2. พนักงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด(พนักงานรายวัน) กรณีมาทำงานในวันหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์ จะได้รับค่าทำงานในวันหยุด 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ ตามชั่วโมงที่มาทำงานในวันหยุด
ค่าทำงานในวันหยุด(พนักงานรายวัน อัตราค่าจ้างต่อวันx2 เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด
8ชม. ค่าล่วงเวลาในวันหยุด 1. พนักงานที่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด(พนักงานรายเดือน) กรณีทำงานล่วงเวลา(เกินจาก 8 ชม.แรก)ในวันหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และหยุดพักผ่อนประจำปี จะได้รับค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็น 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด
ค่าล่วงเวลาในวันหยุด(พนักงานรายเดือน) อัตราเงินเดือน x3เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด 30 วันx 8ชม. 2. พนักงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด(พนักงานรายวัน) กรณีทำงานล่วงเวลา(เกินจาก 8 ชม.แรก)ในวันหยุด วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และหยุดพักผ่อนประจำปี จะได้รับค่าล่วงเวลาในวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด
ค่าล่วงเวลาในวันหยุด(พนักงานรายวัน) อัตราค่าจ้างต่อวันx3เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด
8ชม.
วันและสถานที่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด 1. บริษัทฯจะจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้างเป็นเงินตราไทย โดยจ่าย ณ สถานที่ทำงานของพนักงาน หรือวิธีอื่นเช่น โอนเงินผ่านธนาคาร หรือมีข้อตกลงกันไว้ชัดเจนเป็นการเฉพาะซึ่งพนักงานต้องเซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐาน 2. พนักงานรายเดือนและพนักงานรายวันที่ปรับบรรจุเป็นพนักงานประจำแล้ว กำหนดจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด (ถ้ามี) เดือนละ 1 ครั้ง ทุกวันที่ 28ของเดือนถือเป็นค่าจ้างระหว่างวันที่ 21 ของเดือนก่อนหน้า ถึงวันที่ 20 ของเดือนที่จ่ายพร้อมรายการหัก-เพิ่ม ตามกฎระเบียบบริษัทฯ และข้อตกลงอื่นๆเพิ่มเติม 3. พนักงานรายวันทดลองงาน กำหนดจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด รายได้อื่นๆ(ถ้ามี) เดือนละ 2 ครั้ง ในวันเสาร์เว้นเสาร์(ดูจากตารางประกาศจ่ายค่าจ้างประจำปี)
วันลาและกฎระเบียบขั้นตอนการลา ตารางแสดงสิทธิการลากิจลาป่วย ลาพักร้อนของพนักงานแต่ละระดับตำแหน่ง
หมายเหตุ : สิทธิการลากิจเฉพาะพนักงานที่ผ่านทดลองงานแล้วเท่านั้น
คำจำกัดความของพนักงานตาม Job Grade Grade 1 (G1) หมายถึง งานที่ต้องทำตามคู่มือ/work in/แผนการทำงานประจำวันที่กำหนดไว้ให้ได้ตามมาตรฐานทั่วไป Grade 2 (G2) หมายถึง งานที่ต้องทำตามคู่มือ/work in/แผนการทำงานประจำวันที่กำหนดไว้ มีการติดตามงานและรายงานผลการทำงานให้หัวหน้างานรับทราบผลการปฏิบัติงาน Grade 3 (G3) หมายถึง งานที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะเฉพาะด้านในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย Grade 4 (G4) หมายถึง งานที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ตรง และความเข้าใจในงานที่ต้องทำอย่างละเอียด ต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย Grade 5 (G5) หมายถึง งานที่ทำมีการตั้งเป้าหมายเพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงาน ต้องมีการวางแผนการทำงานและมีการผลักดันให้บุคลากรในหน่วยงานปฏิบัติตามให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมการจัดทำรายงานต่างๆเพื่อรายงานต่อผู้บังคับบัญชาลำดับต่อไป Grade 6 (G6) หมายถึง งานที่ต้องมีความรู้ความสามารถในบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้สอดคล้องกับนโยบายต่างๆที่บริษัทฯกำหนดไว้ Grade 7 (G7) หมายถึง งานที่ต้องรับผิดชอบนโยบายและเป้าหมายขององค์กร มีการจัดทำแผนการทำงานของฝ่าย และกำหนดนโยบายการทำงานของฝ่ายให้สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร Grade 8 (G8) หมายถึง รับผิดชอบกำหนดนโยบาย เป้าหมายขององค์กร มีการจัดทำแผนงานระยะสั้นและระยะยาวตามที่บอร์ดบริหารกำหนดไว้ พร้อมสรุปรายงานผลการบริหารงานภาพรวมขององค์กรให้บอร์ดผู้บริหารรับทราบ
การหยุดพักผ่อนประจำปี(ลาพักร้อน) - พนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี จึงจะได้รับสิทธิลาพักร้อนได้ - ครบรอบปีแรก วันลาพักร้อนจะคิดตามสัดส่วนเวลาที่เหลือในปีนั้นๆ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม การลาพักผ่อนประจำปี พนักงานต้องส่งใบลาเพื่อขออนุมัติจากหัวหน้างานระดับฝ่ายขึ้นไปและแจ้งฝ่ายบุคคลทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน จะต้องได้รับการอนุมัติก่อนเท่านั้น การลาหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ควรหยุดติดต่อกันเกิน 3 วันทำงาน หรือแล้วแต่หัวหน้างานระดับฝ่ายขึ้นไปพิจารณาพนักงานที่ทำงานไม่ครบปีในปีนั้นๆจะทอนวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสัดส่วนไป การลาป่วย พนักงานมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน การลาป่วย ให้พนักงานแสดงใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือสถานพยาบาลของทางราชการ ในกรณีที่พนักงานไม่อาจแสดงใบรับรองแพทย์หรือของสถานพยาบาลดังกล่าว ให้พนักงานชี้แจงให้บริษัททราบตามข้อเท็จจริง การแจ้งเท็จถือเป็นการผิดระเบียบวินัยในการทำงาน การลาคลอดบุตรและการบาดเจ็บในงาน ไม่ถือว่าเป็นวันลาป่วย การลาเพื่อทำหมัน พนักงานมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิลาหยุดเนื่องจากการทำหมันตามระยะเวลาที่แพทย์แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรอง โดยได้รับค่าจ้างตามระยะเวลาที่ลาจริงตามใบรับรองแพทย์ การลาเพื่อรับราชการทหาร พนักงานมีสิทธิ์ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึก วิชาทหาร หรือเพื่อทดสอบความพรั่งพร้อม โดยลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก โดยได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี การลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ พนักงานมีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ในกรณีดังต่อไปนี้ 1. เพื่อประโยชน์ต่อแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือเพิ่มทักษะความชำนาญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน(ตามการพิจารณาของฝ่ายบริหาร) 2. การสอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดตั้งขึ้นแต่ไม่รวมไปถึงการลาศึกษาต่อให้พนักงานยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เมื่อบริษัทอนุญาตการลาดังกล่าวแล้วจึงจะหยุดงานเพื่อการดังกล่าวได้ โดยไม่ได้รับค่าจ้าง หมายเหตุ : กำหนดให้มีสิทธิลาตามความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง การลาเพื่อคลอดบุตร พนักงานหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์ละไม่เกิน 120 วัน โดยรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย และได้รับค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน อนึ่ง พนักงานหญิงมีครรภ์ต้องแจ้งให้บริษัททราบถึงการตั้งครรภ์ พนักงานหญิงมีครรภ์สามารถขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ โดยให้แสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้น1 ที่รับรองว่าไม่สามารถทำหน้าที่เดิมต่อไปได้ และบริษัทฯจะพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่พนักงาน การลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสคลอดบุตร(พนักงานชาย)
พนักงานชายมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรส(จดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น)ซึ่งคลอดบุตรได้ 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่คลอดบุตร และต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากต้นสังกัดก่อนหยุดเท่านั้น
การลากิจ หมายถึง การลาเพื่อกิจธุระที่จำเป็นของตัวพนักงานเอง ไม่อาจทำได้ในวันหยุดอื่นและไม่สามารถให้บุคคลอื่นกระทำแทนได้ เช่น การติดต่อหน่วยงานราชการ หรือ ธนาคาร การโอน หรือรับโอนบ้าน, ที่ดิน, ทำใบอนุญาตขับขี่, ทำบัตรประชาชน เป็นต้น
การแจ้งลากิจ 1. พนักงานต้องส่งใบลากิจล่วงหน้าเพื่อขออนุมัติจากหัวหน้างานระดับฝ่ายก่อนการลาอย่างน้อย 1 วัน และเมื่อได้รับการอนุมัติลาให้ส่งใบลาไปที่ฝ่ายบุคคล 2. กรณีที่มีเหตุต้องหยุดงานอย่างกะทันหัน เช่น เกิดอุบัติเหตุระหว่างมาทำงาน หรือ มีเหตุธุระฉุกเฉินต่างๆ ให้พนักงานแจ้งหัวหน้างานทราบเพื่อพิจารณาอนุมัติการลา ไม่เกินเวลา8.30 น.ในวันที่ลา และมีหน้าที่ในการส่งใบลาที่หัวหน้างานเซ็นอนุมัติแล้วแก่ฝ่ายบุคคลในวันแรกที่กลับมาปฏิบัติงานมิฉะนั้นจะถือว่าขาดงาน พนักงานมีสิทธิลากิจโดยได้รับค่าจ้างเมื่อผ่านทดลองงานเป็นพนักงานประจำแล้ว ซึ่งถ้าทำงานไม่ครบปีในปีนั้นๆให้คิดเป็นอัตราส่วนตามระยะเวลาที่ได้รับสิทธิ ทั้งนี้ไม่รวมพนักงานที่มีสัญญาการจ้างงานที่ระบุระยะเวลาที่แน่นอนและพนักงานจ้างรายวัน การขาดงาน การขาดงาน หมายถึง การหยุดงานโดยมิได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบการลาของบริษัทฯ พนักงานจะไม่ได้รับค่าจ้างทุกกรณี พนักงานที่ขาดงานเป็นประจำโดยไม่มีเหตุผลอันควร เช่น การหยุดงานหลังวันออกเงินเดือนบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลเหมาะสม การลางานเป็นระยะเวลานานๆ โดยทำให้บริษัทฯ ต้องขาดคนทำงานโดยไม่มีเหตุเหมาะสม การมาทำงานสายบ่อยๆแม้ว่าจะได้รับการตักเตือนให้ปรับปรุงตัวแล้ว หรือเหตุอื่นๆอันเป็นเหตุให้เชื่อว่าพนักงานจงใจละเลยต่อหน้าที่ หัวหน้างานจะว่ากล่าวตักเตือน และอาจแจ้งออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งจะมีผลต่อการประเมินผลงานและการพิจารณาปรับเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่งตามรอบประเมิน การขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน ทำการขึ้นไป โดยไม่มีเหตุผลที่สมควร และไม่มีการแจ้งให้บริษัททราบ ให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯโดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ
บทลงโทษในกรณีขาดงานโดยจงใจละเลยหน้าที่ ดังนี้ ครั้งที่ 1 หัวหน้างานว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจา ครั้งที่ 2 บริษัทฯออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ครั้งที่ 3 ภายใน 1 ปีนับจากออกหนังสือเตือนครั้งที่ 2 ให้พนักงานพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัทฯ โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ
วินัยทั่วไป 1. พนักงานต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบบริษัทฯ โดยเคร่งครัด 2. ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา 3. ปฏิบัติเป็นพลเมืองดี อยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคมไม่เสเพลเป็นอันธพาล กระทำหรือร่วมกันกระทำการใด ๆ อันเป็นการผิดกฎหมายของบ้านเมือง 4. แสดงกิริยาใช้วาจาสุภาพ ไม่สบประมาท ดูหมิ่นเหยียดหยามให้ร้าย ใส่ความล้อเลียน กระทบกระแทก หยาบคาย ก้าวร้าว กล่าวโทษ กลั่นแกล้งหรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่เหมาะสมต่อผู้อื่น 5. ช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด ประหยัดการใช้วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้พนักงานและสิ่งอื่น ๆ ให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด 6. ระมัดระวังดูแลรักษาของหรือทรัพย์สินของบริษัทฯ และต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เมื่อทำสิ่งของหรือทรัพย์สินของบริษัทฯ เสียหาย หรือสูญหาย 7. ห้ามนำสิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบริโภค หรือใช้เพื่อการอื่น ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต 8. ไม่ช่วยเหลือ สนับสนุน ชักจูง รู้เห็นเป็นใจ หรือเพิกเฉยต่อการกระทำผิดของพนักงานอื่น 9. ห้ามรับจ้างทำงานให้ผู้อื่นหรือดำเนินธุรกิจใด ๆ อันอาจเป็นผลกระทบต่อเวลาทำงานหรือกิจการของบริษัทฯ 10. ไม่ประพฤติตน หรือกระทำการใด ๆ ให้บริษัทฯ เสื่อมเสียชื่อเสียง หรืออาจได้รับความเสียหาย 11. ไม่เปิดเผยข้อมูล หรือปกปิดข้อเท็จจริง อันอาจเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย 12. ห้ามปิดประกาศ โฆษณาขีดเขียนข้อความ แจกใบปลิว เผยแพร่เอกสารหรือสิ่งตีพิมพ์ใด ๆในบริเวณบริษัทฯ โดยมิได้รับอนุญาตรวมทั้งการปลดทำลาย ขีดเขียน เพิ่มเติมในเอกสาร ประกาศ หรือคำสั่งใด ๆ ของบริษัทฯ 13. พนักงานต้องไม่ใช้โทรศัพท์ของบริษัทฯ เป็นการส่วนตัว 14. ห้ามพนักงานที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละกะการทำงานเข้ามาภายในบริเวณภายในบริษัทฯ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ 15. ห้ามพนักงานนำพาบุคคลภายนอกเข้ามาภายในบริษัทฯ โดยที่บุคคลนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือธุระติดต่อกับบริษัทฯ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ 16. พนักงานต้องพร้อมเสมอและยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่งการโอนย้าย และสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ การงานตามแต่บริษัทฯ จะเห็นสมควร 17. พนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ สนใจติดตามผลงานที่ทำ มีหน้าที่ต้องรายงานผู้บังคับบัญชาเมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดในการทำงาน อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และชื่อเสียงของบริษัทฯ ไม่ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ระเบียบปฏิบัติของฝ่ายบุคคล 1. กรณีพนักงานลาหยุดงานโดยไม่มีเหตุผลอันควร พนักงานมีการหยุดงานบ่อยเกินวิสัยของมาตรฐานคนทำงานตามปกติเช่น การหยุดงานหลังวันออกเงินเดือนโดยไม่มีเหตุผลเหมาะสม การลากิจเป็นระยะเวลานานๆโดยไม่มีสาเหตุ หรืออื่นๆอันเป็นเหตุให้เชื่อว่าพนักงานจงใจละเลยต่อหน้าที่ หัวหน้างานจะว่ากล่าวตักเตือน และแจ้งออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร
2. พนักงานต้องเข้าปฏิบัติงานให้ทันตามเวลาที่บริษัทฯ กำหนดไว้ หากมาทำงานสายเป็นประจำหัวหน้างานจะว่ากล่าวตักเตือน และแจ้งออกหนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร
3. บันทึกเวลาการมาทำงานตามระเบียบบริษัทฯ กำหนดไว้ พนักงานลงบันทึกเวลาทำงานโดยไม่เข้าปฏิบัติงาน ถือว่าจงใจทุจริตให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯทันที 4. พนักงานต้องสวมใส่ชุดยูนิฟอร์มตามระเบียบกำหนดในขณะปฏิบัติงาน หากไม่ใส่โดยไม่มีเหตุผลชี้แจงถึงความจำเป็นให้ออกหนังสือตักเตือนตามระเบียบกำหนดไว้ 5. แจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของตนเองให้บริษัทฯ ทราบในกรณีที่เปลี่ยนชื่อ / นามสกุล ที่อยู่อาศัย สมรส หย่าร้าง มีบุตร บุคคลในครอบครัวเสียชีวิต เปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน การศึกษาอบรมเพิ่มเติมเฉพาะที่ได้รับวุฒิบัตร ทั้งนี้ภายในสิบวันนับจากวันที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละกรณี การลงโทษทางวินัยและข้อกำหนดในการให้หนังสือตักเตือนและลงโทษทางวินัย วินัยทั่วไป และระเบียบปฏิบัติของฝ่ายบุคคลของพนักงานที่ระบุไว้ พนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ถ้าพนักงานผู้ใดปฏิบัติตามข้อห้ามที่กำหนดไว้หรือการละเว้นการปฏิบัติตามข้อให้ปฏิบัติ อันถือว่าเป็นการฝ่าฝืนวินัยทั่วไปและระเบียบปฏิบัติดังกล่าว จะต้องถูกพิจารณาลงโทษทางวินัย ตามบทลงโทษทางวินัย โดยอาศัยหลักเกณฑ์การพิจารณาลงโทษทางวินัยดังนี้ บริษัทฯ กำหนดบทลงโทษทางวินัยได้ 4 ประการดังนี้ ประเภทของหนังสือตักเตือน แบบฟอร์มที่ 1 : หนังสือตักเตือนและลงโทษทางวินัย (ด้วยวาจา) กรณีพนักงานฝ่าฝืนและกระทำผิดข้อบังคับการทำงานโดยชัดแจ้งเป็นครั้งแรก (ระบุทุกข้อบังคับ) มีพยานหลักฐาน ให้นับเป็นการเตือนด้วยวาจา (ลงบันทึก) แบบฟอร์มที่ 2: หนังสือตักเตือนและลงโทษทางวินัย (เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 1) กรณีพนักงานฝ่าฝืนและกระทำผิดข้อบังคับการทำงานโดยชัดแจ้งเป็นครั้งที่สอง ในข้อหาผิดซ้ำคำเตือนเดิม มีพยานหลักฐาน ให้มีการเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่1 แบบฟอร์มที่ 3 : หนังสือพักงาน กรณีพนักงานฝ่าฝืนและกระทำผิดข้อบังคับการทำงานโดยชัดแจ้งเป็นครั้งที่สาม ในข้อหาผิดซ้ำคำเตือนเดิม มีพยานหลักฐาน ให้มีคำสั่งพักงานพนักงานไม่จ่ายค่าจ้าง 3 วันหรือตามเหตุสมควรกับความผิด แบบฟอร์มที่ 4 : คำสั่งเลิกจ้าง กรณีพนักงานฝ่าฝืนและกระทำผิดข้อบังคับการทำงานโดยชัดแจ้งโดยมีพยานหลักฐาน เป็นครั้งที่สี่ ภายหลังการถูกพักงาน(ไม่จ่ายค่าจ้าง) ในข้อหาผิดซ้ำคำเตือนเดิมภายใน 1 ปีโดย ให้มีคำสั่งให้เลิกจ้างพนักงานได้ วิธีปฏิบัติเมื่อออกหนังสือตักเตือนลงโทษทางวินัย 1. ให้ผู้ถูกหนังสือตักเตือน ลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือตักเตือน 2. ถ้าผู้ถูกตักเตือนไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือตักเตือน ให้ผู้บังคับบัญชาอ่านหนังสือตักเตือนให้ผู้ถูกตักเตือนฟังต่อหน้าพยานแล้วบันทึกไว้ว่าได้อ่านคำเตือนให้พนักงานฟังแล้วลงชื่อผู้อ่านและพยานเป็นสำคัญในหนังสือตักเตือน 3. ในกรณีที่ผู้ถูกตักเตือนไม่ยอมฟังการอ่านคำเตือน ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแจ้งกับผู้ถูกตักเตือนว่าจะปิดประกาศหนังสือเตือนโดยเปิดเผย (แต่ด้วยหลักจริยธรรมให้ปิดประกาศเพียงในพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นการเฉพาะเท่านั้น)
ความผิดทางวินัยร้ายแรง มีดังนี้ 1. ทุจริต ฉ้อโกง ยักยอก ปลอมแปลงเอกสาร หรือกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่ที่บริษัทฯ มอบหมาย 2. ฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างจนทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือกระทำการใดๆจงใจทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย
3. ละทิ้งหน้าที่การงาน เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน แม้มีวันหยุดคั่น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 4. ประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 5. กระทำความผิดกฎหมายจนได้รับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ยกเว้นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ 6. ลักขโมยทรัพย์สินของบริษัทฯ หรือของพนักงานผู้อื่น
7. ห้ามพนักงานนำสิ่งของมึนเมาเข้ามาภายในพื้นที่บริษัทฯ และห้ามพนักงานดื่มเหล้า สิ่งมึนเมาทุกชนิดภายในพื้นที่บริษัทและ/หรือในขณะปฏิบัติงาน 8. นำสิ่งเสพติดให้โทษ อาวุธร้ายแรง หรือวัตถุระเบิดเข้ามาในบริเวณบริษัท ฯ 9. ให้หรือส่งข้อความ หรือเปิดเผยความลับบริษัทฯ แก่บุคคลอื่นอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเกี่ยวกับการผลิตหรือการดำเนินการของบริษัทฯ 10. ใช้เวลาของบริษัทฯ และใช้อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของตน แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว 11. ร่วมทำการนัดหยุดงาน โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ประกาศของกระทรวงมหาดไทย 12. ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานด้วยกัน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
13.พนักงานควรละเว้น หรือหลีกเลี่ยงการกระทำอันเป็นการก่อให้ เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง ทรัพย์สิน และผลประโยชน์ของบริษัท หรือการกระทำอันเป็นการขัดต่อศีลธรรมประเพณีอันดีงาม
กรณีพนักงานฝ่าฝืนหรือทำผิดวินัยร้ายแรง บริษัทฯสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องมีการตักเตือนตามข้อกำหนดในการให้หนังสือตักเตือนและลงโทษทางวินัย และไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ ขอบเขตและการแจ้งปัญหาการทำงาน กรณีที่พนักงานมีปัญหาในการทำงานไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สภาพการทำงาน สภาพการจ้าง การบังคับบัญชา การสั่งหรือมอบหมายให้พนักงานเสนอปัญหานั้น ต่อบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทได้ดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์นั้น โดยให้พนักงานนั้น ยื่นเรื่องต่อหัวหน้าโดยตรงของตน เว้นแต่เรื่องที่ร้องเรียนนั้นเกี่ยวกับการปฏิบัติของหัวหน้างานดังกล่าวหรือหัวหน้างานดังกล่าวเป็นต้นเหตุก็ให้ยื่นคำร้องต่อหัวหน้างานระดับสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ตามแบบฟอร์มของบริษัทฯ
การพิจารณาแก้ไขปัญหา เมื่อหัวหน้างานได้รับคำร้องแล้ว ให้แจ้งผู้บริหารบริษัทฯหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทราบและสอบสวนเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น ทั้งนี้ พนักงานผู้ยื่นเรื่องต้องให้ข้อเท็จจริงโดยละเอียดแก่หัวหน้างานเพื่อพิจารณาเรื่องราวนั้น หากเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่และสามารถแก้ไขได้ ก็ให้ดำเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แล้วแจ้งให้พนักงานผู้ยื่นคำร้องทราบ พร้อมทั้งรายงานให้บริษัทฯ ทราบ หากเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของหัวหน้างานนั้นให้หัวหน้างานเสนอข้อร้องเรียน พร้อมทั้งความเห็นหรือข้อเสนอในการแก้ไขต่อหัวหน้าระดับสูงขึ้นไปตามลำดับเพื่อดำเนินการสอบสวนและพิจารณาคำร้องปัญหาเช่นเดียวกับหัวหน้างานระดับต้นที่ได้รับคำร้อง กระบวนการแก้ไขข้อร้องเรียน เมื่อหัวหน้างานแต่ละชั้นได้พิจารณาคำร้องเรียน ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดการร้องเรียน และได้แจ้งให้พนักงานผู้ยื่นคำร้องทราบ หากพนักงานผู้ยื่นคำร้องพอใจก็ให้แจ้งให้บริษัทฯทราบแต่ถ้าพนักงานผู้ยื่นคำร้องไม่พอใจ ก็ให้ยื่นพิจารณาอีกครั้งโดยยื่นต่อผู้บริหารบริษัทฯภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบผลการแก้ไขเรื่องคำร้อง ผู้บริหารบริษัทฯหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะพิจารณาคำร้องและดำเนินการแก้ไขปัญหาตามคำร้อง และแจ้งผลการพิจารณาดำเนินการให้พนักงานผู้ยื่นคำร้องทราบภายใน 15 วัน หากพนักงานผู้ยื่นคำร้องยังไม่พอใจผลการพิจารณาอีก สามารถดำเนินการในทางอื่นตามระเบียบกฎหมายกำหนด การแก้ไขปัญหาร้องเรียนต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องเป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อพนักงานและบริษัทโดยส่วนรวม ดังนั้น ให้พนักงานผู้ยื่นคำร้องกระทำการโดยสุจริตใจ โดยให้ข้อมูลหรือพยานหลักฐานใดๆตามข้อเท็จจริงซึ่งจะไม่มีความผิดใดๆ แต่หากพนักงานมีเจตนากระทำโดยไม่สุจริต หรือทุจริตใดๆหรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบวินัยพนักงาน พนักงานจะต้องรับผิดชอบการกระทำนั้น
การสิ้นสุดการจ้างและหรือการพ้นสภาพพนักงานตามกฎหมาย 1) เสียชีวิต 2) ลาออก 3) บริษัทเลิกจ้าง เนื่องจาก (1) ทำผิดวินัยร้ายแรง (2) ทำผิดกฎหมาย (3) ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน ข้อ 1 ตาย ในกรณีถึงแก่ความตาย บริษัทฯจะจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นได้แก่ทายาทโดยธรรมของพนักงานที่ถึงแก่ความตายส่วนเงินทดแทนให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน หรือกฎหมายประกันสังคม ข้อ 2 การลาออก ให้พนักงานยื่นใบลาออกล่วงหน้าต่อผู้จัดการฝ่ายบุคคล หนึ่งงวดของการจ่ายค่าจ้างหรือ 30 วันก่อนวันกำหนดลาออก มิฉะนั้นหากเกิดความเสียหายกับบริษัทฯ ในงานที่พนักงานนั้นรับผิดชอบอยู่ พนักงานต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ข้อ 3เลิกจ้าง (1) เหตุเพราะพนักงานฝ่าฝืน กระทำความผิดทางวินัยร้ายแรง หรือกระทำกฎหมายอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือกระทำผิดมาตรา 119 ของพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (2) เหตุเพราะพนักงานกระทำความผิดซ้ำเดิมตามหนังสือตักเตือนและลงโทษทางวินัย และได้ออกหนังสือตักเตือนและลงโทษทางวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วภายในระยะเวลา 1 ปี การบอกเลิกสัญญาจ้าง (1) การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาจ้าง โดยบริษัทฯและพนักงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า (2) การจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา บริษัทหรือพนักงานอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบอย่างน้อยหนึ่งงวดการจ่ายค่าจ้าง
การขอสำเนาเอกสาร ผู้จัดการฝ่าย "ประวัติการขอสำเนา"