การบำรุงรักษาเตาออโต้เครฟ
23 min
ภายใต้ Procedure: การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน P-PD-PM01
วันที่อัพเดท: (20/5/2563)
จัดทำโดย: คุณจตุรงค์ เอกมอญ / [email protected] อนุมัติโดย: คุณณรงค์ศักดิ์ สิทธิชยวงศ์ / [email protected]
ใครควรอ่านเอกสารฉบับนี้
พนง.วิศวกรรมซ่อมบำรุง และพนักงานฝ่ายผลิตที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษาเครื่องจักร
ภาพแสดงเครื่องจักร

ภาพแสดงเครื่องจักรและตู้ควบคุมเครื่องจักร
ภาพแสดงตำแหน่งของเครื่องจักรในแผนผังโรงงาน

ภาพแสดงตำแหน่งของเครื่องจัก
วิธีการตรวจเช็คและบำรุงรักษา

ขั้นตอนที่ี 1
- การตรวจเช็คชุดอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในตู้ควบคุม

ขั้นตอนที่ 1.1
- ทำการปิดระบบเมนไฟฟ้าโดยการตรวจเช็คเมนเบรกเกอร์ว่าสถานะของเมนเบรกเกอร์อยู่สถานะ ON หรือ OFF อยู่ ถ้าอยู่ในสถานะ ON อยู่ ให้ทำการ OFF โดยการ บิด แกน เมนเบรคเกอร์ ไปทิศทางซ้าย เพื่อจะทำการเปิดตู้ควบคุมได้

ขั้นตอนที่ 1.2
- ทำการเปิดฝาตู้ควบคุมโดยใช้กุญแจปลดล็อคและทำตามขั้นตอนตามภาพแสดงด้านบน

ขั้นตอนที่ 1.3
- ตรวจเช็คแรงดันไฟฟ้าของระบบแหล่งจ่ายของเมนไฟฟ้า

ขั้นตอนที่ 1.3.1
- ทำการตรวจเช็คแรงดันด้าน Input เฟส R-S โดยการปรับย่านเครื่องวัดไปที่ วัดแรงดันแบบ กระแสสลับ ระดับ 600 Vac.และนำเข็มวัด วัดไปที่ เฟส R และเฟส S ค่าต้องขึ้นที่จอแสดงผล 380 V. ( ค่าบวกสามารถขึ้นได้สูงสุด 10 % ส่วนค่าลบ สามารถลดลงได้น้อยสุด 5 % )

ขั้นตอนที่ 1.3.2
- ทำการตรวจเช็คแรงดันด้าน Input เฟส S-T โดยการปรับย่านเครื่องวัดไปที่ วัดแรงดันแบบ กระแสสลับ ระดับ 600 Vac.และนำเข็มวัด วัดไปที่ เฟส S และเฟส T ค่าต้องขึ้นที่จอแสดงผล 380 V. ( ค่าบวกสามารถขึ้นได้สูงสุด 10 % ส่วนค่าลบ สามารถลดลงได้น้อยสุด 5 % )

ขั้นตอนที่ 1.3.3
- ทำการตรวจเช็คแรงดันด้าน Input เฟส T-R โดยการปรับย่านเครื่องวัดไปที่ วัดแรงดันแบบ กระแสสลับ ระดับ 600 Vac.และนำเข็มวัด วัดไปที่ เฟส T และเฟส R ค่าต้องขึ้นที่จอแสดงผล 380 V. ( ค่าบวกสามารถขึ้นได้สูงสุด 10 % ส่วนค่าลบ สามารถลดลงได้น้อยสุด 5 % )

ขั้นตอนที่ 1.4
- ทำการ ON เบรกเกอร์ ขณะเปิดฝาตู้อยู่ โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างบิดแกนเมนเบรกเกอร์ไปทางขวาเพื่อปล่อยไฟเข้าระบบ

ขั้นตอนที่ 1.4.1
- ทำการตรวจเช็คแรงดันด้าน Output เฟส R-S โดยการปรับย่านเครื่องวัดไปที่ วัดแรงดันแบบ กระแสสลับ ระดับ 600 Vac.และนำเข็มวัด วัดไปที่ เฟส R และเฟส S ค่าต้องขึ้นที่จอแสดงผล 380 V. ( ค่าบวกสามารถขึ้นได้สูงสุด 10 % ส่วนค่าลบ สามารถลดลงได้น้อยสุด 5 % )

ขั้นตอนที่ 1.4.2
- ทำการตรวจเช็คแรงดันด้าน Output เฟส S-T โดยการปรับย่านเครื่องวัดไปที่ วัดแรงดันแบบ กระแสสลับ ระดับ 600 Vac.และนำเข็มวัด วัดไปที่ เฟส S และเฟส T ค่าต้องขึ้นที่จอแสดงผล 380 V. ( ค่าบวกสามารถขึ้นได้สูงสุด 10 % ส่วนค่าลบ สามารถลดลงได้น้อยสุด 5 % )

ขั้นตอนที่ 1.4.3
- ทำการตรวจเช็คแรงดันด้าน Output เฟส T-R โดยการปรับย่านเครื่องวัดไปที่ วัดแรงดันแบบ กระแสสลับ ระดับ 600 Vac.และนำเข็มวัด วัดไปที่ เฟส T และเฟส R ค่าต้องขึ้นที่จอแสดงผล 380 V. ( ค่าบวกสามารถขึ้นได้สูงสุด 10 % ส่วนค่าลบ สามารถลดลงได้น้อยสุด 5 % )

ขั้นตอนที่ 1.4.4
- ตรวจเช็คเบรกเกอร์ชุดคอนโทลเลอร์ ต้องอยู่ในสถานะ ON ตลอด ต้องไม่อยู่ในสถานะ Over Cerrent ( Trip ) และต้องไม่มีการเกอดคราบเขม่าร้อยไหม้รอยแตกตามจุดต่อของตัวเบรกเกอร์

ขั้นตอนที่ 1.4.5
- การตรวจการทำงานของหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า โดย การ ใช้ชุดเครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่ การวัดแรงดันกระแสสลับ ระดับที่ 600 Vac. โดยใช้เข็มวัด วัดไปที่ จุด A คือด้าน Input ของหม้อแปลง แรงดันที่ควรได้คือ 380 V. (ค่าแรงดันบวกได้ 10 % ส่วนค่าลบ 5% ) หลังจากนั้นใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ จุด B ด้าน Output โดยค่าแรงดันที่ควรได้ คือ 220 V. (ค่าแรงดันบวกได้ 10 % ส่วนค่าลบ 5% ) โดยให้สังเกตุสภาพการของหม้อแปลงต้องไม่มีการเกิดรอยไหม้ตามจุดเชื่อต่อสายไฟ

ขั้นตอนที่ 1.4.6
- การตรวจการทำงานของหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า โดย การ ใช้ชุดเครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านไปที่ การวัดแรงดันกระแสสลับ ระดับที่ 600 Vac. โดยใช้เข็มวัด วัดไปที่ จุด A คือด้าน Input ของหม้อแปลง แรงดันที่ควรได้คือ 380 V. (ค่าแรงดันบวกได้ 10 % ส่วนค่าลบ 5% ) หลังจากนั้นใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ จุด B ด้าน Output โดยค่าแรงดันที่ควรได้ คือ 110 V. (ค่าแรงดันบวกได้ 10 % ส่วนค่าลบ 5% ) โดยให้สังเกตุสภาพการของหม้อแปลงต้องไม่มีการเกิดรอยไหม้ตามจุดเชื่อต่อสายไฟ

ขั้นตอนที่ 1.4.7
- การตรวจเช็คการทำงานของหม้อแปลงแรงดันและกระแส(Switching Ragulator) โดยการ ใช้เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ ปรับย่านไปที่ การวัดแรงดันกระแสสลับ ระดับที่ 600 V. โดยทำการใช้เข็มวัด วัดไปที่จุด A ด้าน Input โดยการวัดจะมี 3 ขั้นตอน (ตามตารางการวัดแรงดันด้าน Input) คือ ขั้นตอนที่ 1 การวัดแรงดัน เฟส R-S ขั้นตอนที่ 2 การวัดแรงดัน เฟส S-T ส่วนขั้นตอนที่ 3 การวัดแรงดันเฟส T-R โดยทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ ต้องวัดแรงดันได้ที่ 380 Vac. (ค่าแรงดันบวกได้ 10 % ส่วนค่าลบ 5% ) เมื่อทำการวัดแรงดันด้าน Inputเสร็จ ก็มาต่อที่ด้าน Output โดย ปรับย่านมัลติมิเตอร์ไปที่วัดแรงดันกระแสตรง ระดับที่ 600 V. แล้วใช้ชุดเข็มวัด วัดไปที่ จุด B ด้าน Output โดย ใช้เข็มวัดสีแดง วัดไปที่ขั้ว V+ เเล้วใช้เข็มวัดสีดำวัดไปที่ขั้ว V- ค่าที่ต้องได้ คือ 24 VDC . ( ค่าบวก ลบ ไม่ มากกว่า 10 % )

ขั้นตอนที่ 1.4.8
- ทำการตรวจเช็คชุด แผงวงจร ชุดรีเรย์ และชุดรีเรย์ ไทม์เทอร์ ต้องไม่มีรอยแตก รอยไหม้ และต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ขั้นตอนที่ 1.4.9
- ตรวจเช็คชุดแมกเนติกคอนแทกเตอร์ชุดขับชุดฮี๊ตเตอร์ โดยการใช้สายตามองสภาพการใช้งานต้องไม่มีคราบไหม้ของอุปกรณ์และไม่มีการคลายหลวมของน๊อตตามจุดเชื่อมต่อสายไฟ

ขั้นตอนที่ 1.4.10
- ตรวจเช็คชุดโซลิดสเตต รีเรย์ควบควบการจ่ายไฟชุดฮีตเตอร์ โดยการใช้สายตามองสภาพการใช้งานของอุปกรณ์ ทัง 6 ชุด ต้องไม่มีการเกิดรอยไหม้หรือการละลายของจุดเชื่อมต่อสายไฟ

ขั้นตอนที่ 1.4.11
- ตรวจเช็คการทำงานของชุด Display โดยการสังเกตุหน้าจอแสดงผลต้องติดตลอดเมื่อมีการจ่ายไฟเข้าและต้องไม่มีสเตตัสข้อผิดพลาดไดๆเกิดขึ้น(ถ้ามีสเตตัสข้อผิดพลาดต้องแก้ไขตามหัวข้อที่เกิดทันที) และทดสอบการใช้งานชุดปุ่มควบคุมต่างๆต้องพร้อมใช้งานได้ตามปกติ

ขั้นตอนที่ 1.4.12
- ตรวจเช็คการทำงานของชุดหลอดไฟสถานะและชุดสวิทซ์ควบคุมระบบต่างต้องพร้อมใช้งานได้ปกติ

ขั้นตอนที่ 1.4.14
- ทำการปิดระบบไฟฟ้าโดยการบิดแกนเบรกเกอร์ไปในทิศทางซ้าย

ขั้นตอนที่ 1.4.15
- ตรวจเช็คสถานะของชุดฟิวส์ป้องกันกระแสชุดฮี๊ตเตอร์ทั้ง 3 ชุดพร้อมลูกฟิวส์ทั้ง 9 ลูกโดยการ สังเกตุ ตามจุดต่อชองลูกฟิวส์และกรบอกฟิวส์ต้องไม่มี รอยคราบไหม้หรือละลาย จากนั้ัน ใช้ชุดเครื่องวัดมัลติมิเตอร์ปรับย่านของเครื่องวัดไปที่ ย่าน วัดความต้านทานหรือย่านวัดความต่อเนื่อง โดย ใช้เข็มวัดวัดค่าไปที่ ชุดฟิวส์ ในแต่ละชุด (ตามภาพแสดง) ให้สังเกตุหน้าจอแสดงค่า ค่าปกติควรอยู่ที่ 0.00-0.05 โอมห์ หากใช้ในย่านวัดค่าความต่อเนื่อง เครื่องวัดก็จะส่งเสียงดังด้วย (เครื่องวัดบางตัว 2 ย่านนี้จะแยกกัน ย่านวัดความต้านทานจะเห็นแต่ค่าความต้านทาน ส่วน ย่านการวัดเช็คความต่อเนื่อง ต่อเนื่อง จะมองเห็นค่าความต้านทานเหมาะสำหรับใช้เช็ค ตัวต้านทานหรือวัดค่ามอเตอร์ แต่สามารถใช้ร่วมกับฟิวส์ได้ และ ส่งเสียงเมื่อค่าความต้านทานต่ำ เหมาะ สำหรับการเช็คสายไฟ หรือ ฟิวส์ )

ขั้นตอนที่ 1.4.16
- ในตัวเป่าลมเป่าและใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดภายในตู้ควบคุม

ขั้นตอนที่ี 1.4.17
- ทำความสะอาดชุดกรองอากาศ โดย แกะฝากรองแล้วนำไส้กรองออกมาทำความสะอาดโดยใช้ลมเป่าฝุ่นออกให้หมด และใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดฝาและรอบๆตู้ควบคุม

ขั้นตอนที่ 2
- ตรวจเช็คสภาพการใช้งานและบำรุงรักษาของชุดอุปกรณ์ ต่างๆ และ ทำการทดสอบการทำงานของระบบ เปิด - ปิด ฝาเตาออโต้เครฟ

ขั้นตอนที่ 2.1
- ตรวจเช็คชุดยางฝาเตาออโต้เครฟโดยการมองด้วยสายตาต้องไม่มีรอยฉีกขาดของยาง

ขั้นตอนที่ 2.2
- ตรวจเช็คชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนฝาเตาออโต้เครฟ โดย การสังเกตุการทำงานต้องไม่มีเสียงดังผิดปกติ และ มอเตอร์ต้องไม่มีการเกิดการช็อตลงกราด์วและขดลวด และ ชุดขดลวดทั้ง 3 ชุดต้องไม่มีการขาดของขดลวดและตรวจเช็คในส่วนพัดลมระบายความร้อนของตัวมอเตอร์ต้องไม่หลุดและใบพัดต้องไม่มีการแตกหักหรือชำรุด

ขั้นตอนที่ 2.3
- ตรวจเช็คระดับน้ำมันไฮดรอลิคภายในถังพักต้องอยู่ในระดับที่พร้อมใช้งาน

ขั้นตอนที่ 2.4
- การตรวจเช็คการรั่วซึมของระบบน้ำมันไฮดรอลิคโดยการสังเกตุตามจุดต่อสายเข้าอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและตามกระบอกไฮดรอลิคชุดขับเคลื่อนชุดล็อคฝาเตาต้องไม่มีการรั่วซึมของน้ำมันไฮดรอลิค ในขณะที่มีคำสั่งให้ทำงานหรือไม่ก็ตาม

ขั้นตอนที่ 2.5
- การตรวจเช็คชุดปั๊มไฮดรอลิคและระบบควาบคุมการจ่ายน้ำมันไฮดรอลิค

ขั้นตอนที่ 2.5.1
- ทำการตรวจเช็คชุดโซลีนอด์ยวาล์ว โดยการทดสอบการเปิด-ปิดฝาตู้แล้วให้สังเกตุที่ชุดเพลสเชอร์เกรดต้องมีแรงดันขึ้นอยู่ที่ 60-70 PSI.

ขั้นตอนที่ 2.5.2
- การตรวจเช็คการทำงานของชุดมอเตอร์ปั้มโดยทำการเช็คว่ามอเตอร์ทำงานปกติไม่มีการทริปเมื่อมีการสั่งการทำงานของระบบ

ขั้นตอนที่ 2.6
- ทำการหล่อลื่นชุดแกนล็อคฝาเตาโดยการทาจารบีไปที่แกนในของชุดแกนบางๆให้ทั่วในจุดที่ประกบกัน

ขั้นตอนที่ 2.7
- ทำการ ON เมนเบรคเกอร์อีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 2.8
- ทำการทดสอบการเปิดและการปิดฝาเตาอบ

ขั้นตอนที่ 2.8.1
- ทำการเปิดระบบฟั่งชั่นเปิด-ปิด ฝาเตาอบโดยการ ใช้กุญแจตัวเครื่อง บิดสวิทซ์ Auxiliary Reset แล้วปล่อย จากนั้น กดปุ่มสีเหลือง Main in Autoclave Reset จะเห็นได้ว่า หลอด สเตตัส Auxiliary 110 VAC ON และ Sector Open ที่ดับอยู่จะตืดขึ้นมา นั่นแสดงว่า โหมด เปิด-ปิดฝาเตาอบ พร้อมใช้งาน

ขั้นตอนที่ 2.8.2
- ทำการทดสอบการ ปิดฝาเตาโดย บิด กุญแจ สวิทซ์ Open Close Door ไปที่ทางขวาค้างไว้จนกว่ากระบวนการปิดฝาจะปิดจนสนิทแล้วค่อยปล่อย

ขั้นตอนที่ 2.8.3
- ทำการทดสอบการเปิดฝาเตาโดย บิด กุญแจ สวิทซ์ Open Close Door ไปที่ทางซ้ายค้างไว้จนกว่ากระบวนการเปิดฝาจะเปิดจนสุดแล้วค่อยปล่อย

ขั้นตอนที่ 3
- ตรวจเช็คและทดสอบระบบระบายความร้อนภายในเตาอบ

หลักการทำงานของระบบระบายความร้อน
- หลักการทำงานของระบบระบายความร้อนภายในเตาอบ โดยการใช้ปั้มสูบน้ำเข้าไประบายความร้อนของชุดฮีตเตอร์ออกมาเข้าขะบวนการบ่อพักระบายความร้อน 2 ชุดเพื่อนำน้ำที่ร้อนจากการละบายความร้อนชุดฮีตเตอรให้เย็นลงและกลับคืนลงบ่อพักน้ำเพื่อนำกลับไปใช้ในกระบวนการต่อไป

ขั้นตอนที่ 3.1
- ตรวจเช็คชุดมอเตอร์ปั้มสูบว่าสภาพการใช้งานต้องพร้อมใช้งานและท่อทางดูดต้องไม่มีการรั่วซึมและท่อหลุดออกจากกัน

ขั้นตอนที่ 3.2
- ทำการตรวจเช็คความพร้อมของชุดพัดลมระบายความร้อนของระบบบ่อระบายความร้อนทัง 2 ชุดว่าพร้อมใช้งานหรือไม่ ขดลวดภายในมอเตอร์ ทั้ง 3 ชุด แต่ละชุดขาดหรือไม่ หรือ ช็อตลงกราวด์ หรือไม่

ขั้นตอนที่ 3.3
- ทำการทดสอบระบบการทำงานของระบบระบายความร้อนชุดฮีตเตอร์ภายในเตาอบ โดยการ ทำการปิดฝาเตาให้จบกระบวนการปิดฝาเตา(ตามขั้นตอนที่ 2.8.1 และ 2.8.2 ) เพื่อให้ระบบระบายความร้อนชุดฮีตเตอร์ทำงาน (ระบบระบายความร้อนจะทำงานต่อเมื่อมีการสั่งปิดฝาเตาจนจบกระบวนการปิดฝาเตา) จากนั้นให้สงเกตุ ว่าปั้มต้องสูบน้ำขึ้นหรือไม่ (โดยระบบจะมีชุดโฟรสวิทซ์คอยเช็คและแจ้งเตือนเมื่อระบบปั้มไม่สามรถสูบน้ำขึ้นได้) เมื่อปั้มสูบน้ำขึ้นแล้วให้สังเกตุการการเวียนของน้ำจะไหลผ่าน บ่อระบายความร้อนทั้ง 2 บ่อ และรีเทิร์นกลับสู่บ่อพักน้ำเหมือนเดิน โดยให้ทำในขั้นตอนที่ 2.9.4 ควบคู่กันไปด้วย

หลักการทำงานของระบบ Alarm Flow
- หลักการทำงานของโฟรสวิทซ์ คือ การตรวจเช็คการไหลของน้ำภายในเส้นท่อ เพื่อนำไปใช้ในการทำงานเรื่องระบบทางการไฟฟ้าหรือการควบคุมการทำงานต่างๆ ซึ่งทางวิศวกรรมซ่อมบำรุงได้หยิบมาใช้ในเงื่อนไขการตรวจเช็คระบบระบายความร้อนชุดฮีตเตอร์ภายในเตาอบว่ามีน้ำเข้าไปถ่ายเทหรือแลกเปลี่ยนความร้อนของชุดฮีตเตอร์หรือไม่โดยทางวิศวกรรมซ่อมบำรุงได้ออกแบบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเพื่อลดการสูญเสียของชื้นงานที่มีผลกระทบโดยทางวิศวกรรมซ่อมบำรุงได้ออกแบบการป้องกันดังนี้

ภาพแสดงตำแหน่งชุด Alarm

วงจรการทำงานของระบบ Alarm Flow

หลักการทำงานของ AlarmFlow
- หลักการทำงานของระบบ Alarm Flow คือ เมื่อมีคำสั่งการทำงานของเตาอบกระจก ชุดระบบระบายความร้อนจะทำงานทันทีเมื่อมีการสั่งทำงานชุด Alarm Flow จะทำการตรวจเช็ค การไหลของน้ำในเส้นท่อทางส่งของระบบถ้ามีน้ำไหลผ่านชุดโฟรสวิทซ์จะทำงานได้ตามปกติแต่ถ้าไม่มีน้ำไหลผ่านระบบจะหน่วงเวลาเพื่อตรวจเช็คประมาณ 2-5 นาที ถ้ายังไม่มีน้ำไหลผ่านชุดโฟรสวิทซ์ จะมีเสียงเตือนเป็นจังหวะ แล้วหลอดไฟสถานะ NoFlow จะติด นั่นแสดงว่าไม่มีน้ำเข้าไปแลกเปลี่ยนความร้อนที่ชุดฮีตเตอร์ภายในเตาอบ ให้หยุดเครื่องทันที แล้วตรวจเช็คปัญหาว่าทำไมไม่มีน้ำเข้าไปแลกเปลี่ยนความร้อน ( สามารถหยุดเตือนได้ โดยกดปุ่ม Alarm mute ปิดระบบการใช้งานเตาอบ )

ขั้นตอนที่ 3.4
- เมื่อทำการเปิดระบบระบายความร้อนชุดฮีตเตอร์ทำงานแล้วให้เดินตรวจเช็คระบบอุปกรณ์และจุดเชื่อมต่อทอด้านทางส่งและทางรีเทิร์นต้องใช้งานได้และไม่มีจุดรั่วซึม

ขั้นตอนที่ 4
- ตรวจเช็คจุดเชื่อมต่อสายไฟ โดยการเปิดตะแกรงฝาครอบออก และทำการตรวจเช็คสายไฟต้องไม่มีการชำรุดหรือมีรอยบาดสายไฟจนเห็นทองแดงภายในฉนวนหุ้ม ตรวจเช็คจุดเชื่อมต่อน็อตต้องไม่คลายหลวม ไม่มีการอาร์คหรือรอยละลายของจุดเชื่อมต่อของแต่ละชุด ถ้าพบเจอ ต้องทำการแก้ไขทันที

ขั้นตอนที่ 5
- ทำการตรวจเช็คการทำงานของชุดมอเตอร์โบว์เวอร์ควบคุมอุณหภูมิภายในเตาอบ

ขั้นตอนที่ 5.1
- ทำการหล่อลื่นชุดลูกปืนมอเตอร์ชุดหลัง โดยการถอดน็อตที่จุดอัดจารบีแล้ว ใช้เครื่องอัดจารบีแบบแมนน่วนโดยการบับอัดจารบีเข้าไป 10-20 ครั้ง ตามความเหมาะสม แล้วทำการประกอบน็อตคืนโดยอัดตึงๆมือ

ขั้นตอนที่ 5.2
- ทำการหล่อลื่นชุดลูกปืนมอเตอร์ชุดหน้า โดยการถอดน็อตที่จุดอัดจารบีแล้ว ใช้เครื่องอัดจารบีแบบแมนน่วนโดยการบับอัดจารบีเข้าไป 10-20 ครั้ง ตามความเหมาะสม แล้วทำการประกอบน็อตคืนโดยอัดตึงๆมือ

ขั้นตอนที่ 5.3
- ตรวจเช็คชุดสายไฟชุดสายกำลังชดมอเตอร์โบว์เวอร์ ต้องรอยบาดสายที่ทำให้เห็นทองแดงภายในฉนวนหุ้มสายไฟและไม่มีการอาร์คระหว่างสายไฟแต่ละเส้น ถ้าพบเจอ ควรแก้ไขทันที

ขั้นตอนที่ 5.4
- ทำการตรวจเช็คและทดสอบมอเตอร์ ว่า ชุดขดลวดทั้ง 3 ชุดว่ามีการช็อตลงกราวหรอชุดขดลวดขาดหรือไม่แล้วทำการทดสอบการทำงานโดยให้ทางฝ่ายผลิตเข้าโปรแกรมสั่งการทำงานของชุดมอเตอร์โบว์เวอร์เพื่อทดสอบการทำงานของชุดโบว์เวอร์แบบเต็มระบบ

ขั้นตอนที่ 6
- ตรวจเช็คระบบลมเข้าเครื่องจักรต้องมีแรงดันไม่ต่ำกว่า 4 บาร์ และตรวจเช็คตามจุดต่อสายลมต้องไม่มีการรั่วซึม

ขั้นตอนที่ 7
- ตรวจเช็คชุด Temp Sensor ภายในเตา สายต้องไม่มีการขาด
แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
การขอสำเนาเอกสาร
ผู้จัดการฝ่าย “ประวัติการขอสำเนา”